สวนนก ชัยนาท เที่ยวใกล้ๆ ไปง่ายๆ

January 11th, 2015

สวนนกชัยนาทตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาพลอง หากขับรถเข้ามาจากถนนสาย 32 เลี้ยวเข้าสาย 1 สู่ตัวเมืองชัยนาทเพียง 5 กิโลเมตรก็จะเห็นซุ้มประตูขนาดใหญ่อยู่ทางขวามือ ที่นี่รวบรวมทั้งนกไทยและต่างประเทศหลากหลายสายพันธ์มาให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษาเที่ยวชม มีตั้งแต่ขนาดมะนาวไปจนเท่าโอ่ง เริ่มต้นต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยทุ่งต้นคริสมาสต์สีแดงเมื่อพ้นประตูทางเข้าสู่ด้านในที่เป็นไฮไลท์ที่สุดของสวนนกแห่งนี้และถือเป็นความภาคภูมิใจของคนชัยนาทกลับเป็น “ท้องฟ้าจำลอง” ซึ่งเป็นการเปิดมิติใหม่ของสวนนกให้เพิ่มความหลากหลายยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพิ่งสร้างเสร็จและเปิดให้บริการมาไม่นาน (เสียดายที่ไม่ใช่จุดหมายของเราจึงไม่ได้แวะเข้าไปชม) นอกจากนั้นยังมีอาคารจัดแสดงปลาน้ำจืดในห้องแอร์เย็นฉ่ำ ซึ่งปลาที่เราเคยได้ยินแต่ชื่อก็จะได้เห็นมันแบบตัวเป็นๆ ว่ายอยู่ในน้ำใสให้เห็นตรงหน้า ปิดท้ายด้วยตู้กระจกขนาดใหญ่ที่มีทั้งปลาบึกตัวน้องๆ เรือจ้างและอุโมงค์กระจกที่เรียกเสียงฮือฮาจากเด็กๆได้ตลอดเวลาทำการ ภายในสวนนกมีขนาดกว้างขวางมาก ด้วยเกรงว่านักท่องเที่ยวจะเดินไม่ไหวทางสวนนกจึงได้จัดรถรับส่งวิ่งวนอยู่ในสวนตลอดเวลา ภายในมีกรงนกต่างๆที่น่าสนใจถึง 63 กรงภายใต้บรรยากาศร่มรื่นของต้นไม้ขนาดใหญ่ไฮไลท์จริงๆ สำหรับเราก็คือ “กรงนกยักษ์” ไม่ได้หมายความว่าเป็นกรงที่มีนกขนาดยักษ์ แต่หมายถึงกรงนกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเซีย สามารถเข้าไปเดินเล่นท่ามกลางฝูงนกมากมายได้แบบสนิทแนบมันมีขนาดกว้าง 180 เมตร ยาว 240 เมตร และสูง 24 เมตร ด้านบนคลุมเอาไว้ด้วยตาข่ายสีน้ำเงินขนาดใหญ่ มีการจัดสร้างน้ำตกเทียมอลังการอยู่ภายในด้วย

มหกรรมหุ่นฟางนกและงานกาชาดจังหวัดชัยนาท ครั้งที่ 28

January 11th, 2015

การจัดงานดังกล่าวได้ถูกจัดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2529 จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากทางจังหวัดชัยนาทได้มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดในความเป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร สำหรับที่มาของการทำหุ่นฟางนกสืบเนื่องมาจากในแต่ละปีหลังการเก็บเกี่ยวผลิตผลทางการเกษตรจากการทำนาข้าวทุกครั้ง จะมีฟางข้าวที่หลงเหลืออยู่ ชาวบ้านจึงนำฟางข้าวเหล่านั้นมาประดิษฐ์เป็นตัวนกนานาชนิดเพื่อประดับตกแต่งในสถานที่ต่าง ๆสำหรับกิจกรรมการจัดงานเริ่มในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2556 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. พิธีบวงสรวงศาลหลักเมือง และสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ตลอดจนกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นให้มีทุกวัน นมัสการรูปหล่อหลวงปู่ศุขพระเกจิชื่อดังของจังหวัดชัยนาท ประกอบด้วย ชมโชว์ “หุ่นฟางนกไฮเทค” และ “นกสวยงาม” ท่ามกลางบรรยากาศสวนป่าที่สวยงาม ประกอบแสง สี เสียง ร่วมสนุกชิงโชคกับร้าน “สกุณากาชาดจังหวัด” มหกรรมอาหารอร่อยของดีเมืองชัยนาท การจำหน่ายสินค้า OTOP สินค้าเกษตร ในราคาถูก ชมกิจกรรมการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมของนักเรียนจากโรงเรียนในจังหวัดชัยนาท การแข่งขันวอลเล่ย์บอล และตะกร้อ ชมการแสดงดนตรีจากศิลปินชื่อดังทุกคืน อาทิเช่น เสรี รุ่งสว่าง, สุนารี ราชสีมา, กระแต&กระต่าย, บ่าววี ฯลฯ และในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2556 ชมขบวนแห่หุ่นฟางนกและการแสดง อันยิ่งใหญ่ตระการตา จำนวน 15 ขบวน ชมการประกวดนางงามสวนนกชัยนาท 2013 และกิจกรรมพิเศษที่น่าสนใจ คือ การประกวดภาพถ่ายหุ่นฟางนก การจัดหุ่นนกโคมไฟฟ้า การจัดแสดงเรือประดับไฟฟ้า การแสดงโขนจากกรมศิลปากร เรื่องรามเกียรติ์ เป็นต้น

วัดจีนประชาสโมสร

January 11th, 2015

ตั้งอยู่ที่ถนนศุภกิจ ตำบลบ้านใหม่ เดิมชื่อว่าวัดเล่งฮกยี่ ห่างจากศาลากลางจังหวัด 4 กิโลเมตร เป็นวัด พุทธศาสนาฝ่ายมหายานผู้สร้างคือหลวงจีนชกเฮง ซึ่งเป็นศิษย์ของวัดมังกรกมลาวาส หรือวัดเล่งเน่ยยี่ในกรุงเทพมหานครในสมัยรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2449 เมื่อครั้งเสด็จประพาสมณฑลปราจีนบุรี เพื่อเปิดทางรถไฟ สายกรุงเทพฯ – ฉะเชิงเทรา ได้ทรงพระราชทานนามวัดว่า วัดจีนประชา พร้อมพระราชทานแผ่นป้ายชื่อ ซึ่งยังคงประทับเป็นสง่าในวัดจนกระทั่งทุกวันนี้ส่วนชื่อภาษาจีนของวัด คำว่า ฮก แปลว่า วาสนา โชคลาภ ความมั่งมีศรีสุข เล้ง หรือ เล่ง หมายถึง มังกร จึงมีผู้เรียกวัดนี้ว่า มังกรวาสนา หรือ มังกรแห่งโชค ตามหลักฮวงจุ้ยจีนกล่าวว่า วัดนี้ถือเป็นตำแหน่งท้องมังกร ส่วนตำแหน่งหัวมังกรอยู่ที่วัดเล่งเน่ยยี่ จังหวัดกรุงเทพฯ และหางมังกรนั้นอยู่ที่ วัดเล่งฮัวยี่ จังหวัดจันทบุรี ทั้งสามตำแหน่งของมังกรพาด ผ่านดินแดนของความมั่งคั่ง อุดมสมบูรณ์ เยาวราช ดินแดนแห่งการค้าขายเมืองแปดริ้วดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารและจังหวัด จันทบุรี เมืองแห่งอัญมณีพลอย ภายในวัดมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย เช่น ท้าวจัตุโลกบาลขนาดใหญ่ 4 องค์ทำจากกระดาษ ที่ประตูทางเข้า พระประธาน 3 องค์และองค์ 18 อรหันต์ ทำด้วยกระดาษนำ มาจากเมืองจีน รูปหล่อเทพเจ้าแห่งโชคลาภ (ไฉ่เซ่งเอี้ย) ที่อยู่ด้านขวาขององค์พระประธานและยังมีเทพเจ้าอีกหลายองค์ตามคติจีน ระฆังใบใหญ่ น้ำหนักกว่า 1 ตัน ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ใบในโลกที่ รอบระฆังมีอักษรมหาปรัชญาปารมิตราสูตรถือกันว่าผู้ใดได้ตีระฆัง ก็เหมือนกับการสวดมนต์ซึ่งได้บุญกุศล นอกจากนี้ยังมีวิหารศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เช่น วิหารบูรพ

สวนปาล์มฟาร์มนก

January 11th, 2015

สวนปาล์มฟาร์มนก แดนสวรรค์ที่คนรักนกไม่ควรพลาด อาณาจักรนกแก้วสวยงามบนเนื้อที่กว่า 150 ไร่ ที่รวบรวมและเพาะพันธุ์นกแก้วสวยงามหาชมได้ยากจากทั่วทุกมุมโลกไว้มากที่สุดและใหญ่ที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเข้าเที่ยวชมและเพลิดเพลินกับความน่ารักของนกแก้วมาคอว์แสนรู้ ภายใต้บรรยากาศอันแสนร่มรื่นและสวยงามของต้นปาล์มนานาชนิดนับหมื่นต้นหรือร่วมสนุกถ่ายรูปกับราชานกแก้ว “ไฮยาซิน มาคอว์” ที่มีมูลค่าตัวละกว่า 3 ล้านบาท เพียงที่นี่เท่านั้นนอกจากนี้ยังมีฝูงกวางดาวแสนซน แพะแกะจอมเชื่องให้ท่านได้ป้อนอาหารอย่างใกล้ชิดและสนุกกับกิจกรรมปีนป่ายหน้าผา โรยตัว ในโซนผจญภัยที่แสนจะตื่นเต้นเร้าใจและยังมีที่พักแบบสัมผัสธรรมชาติให้เลือก ได้แก่ ห้องพักริมทะเลสาบสำหรับคู่รักและครอบครัว บ้าน ห้องพักในสวนปาล์มที่รายล้อมด้วยปาล์มกว่าพันธุ์ต้นสำหรับผู้ชอบธรรมชาติ

วัดสมานรัตนาราม ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา

January 11th, 2015

วัดสมานรัตนาราม ตั้งอยู่ริมแม่น้ำบางปะกง หมู่ที่ 11 ตำบลบางแก้ว (ตำบลไผ่เสวกเดิม) อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา และใกล้กับโครงการเขื่อนทดน้ำบางปะกงตามคำบอกเล่าขานของผู้เฒ่าผู้แก่ในสมัยนั้นเล่าสืบกันต่อกันมาว่า มีครอบครัวหนึ่งอยู่ในฐานะมั่นคงเป็นคหบดีมีคนเคารพนับถือ คือ ครอบครัวท่านขุนสมานจีนประชา (เดิมชื่อจ๋าย) เมื่อท่านขุนสมานจีนประชาถึงแก่กรรมแล้ว ภรรยาทั้ง 2 ของท่านขุนสมานจีนประชานางทิม สืบสมาน และนางผ่องสืบสมาน (เพิ่มนคร) พร้อมด้วย นางยี่สุ่น วิริยะพานิช (ผู้เป็นน้องสาว) มีความศรัทธาคิดจะสร้างวัด เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้สามีผู้ล่วงลับ จึงได้ดำเนินการสร้างวัด ปรากฏตามหลักฐาน เมื่อ พ.ศ.2422 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ทรงเสร็จทางชลมารคผ่านมาได้ทรงแวะเยี่ยมวัดนอกจากนี้บริเวณท่าน้ำหน้าวัดยังมีพระพิฆเนศปางนอนเสวยสุของค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีความสูง 16 เมตร ความยาว 22 เมตร ความหมายของพระพิฆเนศปางนอนเสวยสุข คือ ความสุขสบาย ความสุขบริบูรณ์มั่งคั่งพร้อมทุกด้านรื่นรมย์ ไร้ทุกข์ ไร้ความเศร้าหมอง อิ่มหนำสำราญ มีกิน มีโชคลาภ จะนำความความสุขสบายมาสู่ผู้บูชาถือเป็นมหามงคลสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่คู่ประชาชนในจังหวัดฉะเชิงเทราอีกด้วย

วัดโสธรวรารามวรวิหาร ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา

January 11th, 2015

วัดโสธรวรารามวรวิหาร ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทราวัดโสธรวรารามวรวิหาร ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมือง ริมแม่น้ำบางปะกงเดิมชื่อว่า “วัดหงส์” สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย เป็นที่ประดิษฐาน “หลวงพ่อโสธร” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดฉะเชิงเทรามีการเล่าขานสืบต่อกันมาว่า ในสมัยล้านช้าง-ล้านนา เกิดยุคเข็ญขึ้น พม่าได้ยกทัพมาตีไทยหลายครั้ง จนครั้งสุดท้ายได้เผาบ้านเผาเมือง ตลอดจนวัดวาอารามต่างๆ หลวงพ่อ 3 พี่น้องจึงได้ปรึกษากัน เห็นว่าเป็นสถานการณ์ที่คับขัน จึงได้แสดงอภินิหารลงแม่น้ำปิงแล้วล่องมาทางใต้พระพุทธรูปองค์พี่ใหญ่แสดงอภินิหารลอยไปถึงแม่น้ำแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม ชาวประมงอาราธนาท่านขึ้นประดิษฐานไว้ ณ วัดบ้านแหลม มีชื่อเรียกกันว่า “หลวงพ่อวัดบ้านแหลม” อีกองค์แสดงอภินิหารล่องเข้าไปในคลองบางพลี ชาวบ้านได้อาราธนาขึ้นประดิษฐานที่วัดบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ มีชื่อเรียกว่า “หลวงพ่อโตบางพลี”ส่วนพระพุทธรูปองค์สุดท้าย หรือหลวงพ่อพระพุทธโสธร ได้แสดงอภินิหารลอยมาขึ้นที่หน้าวัดหงส์ ชาวบ้านพยายามฉุดขึ้นฝั่งหลายครั้งหลายหน แต่ไม่สามารถอัญเชิญหลวงพ่อขึ้นจากน้ำได้กระทั่งมีอาจารย์ ผู้มีความรู้ทางไสยศาสตร์ผู้หนึ่งได้ตั้งศาลเพียงตาบวงสรวง เอาสายสิญจน์คล้องกับพระหัตถ์พระพุทธรูป และเชิญชวนประชาชนทั้งชาวไทยชาวจีนพร้อมใจกันจับสายสิญจน์ จึงสามารถอาราธนาขึ้นฝั่งได้โดยง่าย “หลวงพ่อพุทธโสธร” ประดิษฐาน ณ วัดโสธรวรารามวรวิหาร จังหวัดฉะเชิงเทรา จนถึงทุกวันนี้เวลาเปิดให้เข้านมัสการ วันธรรมดา ตั้งแต่เวลา 07.00 น. -16.15 น วันหยุด ตั้งแต่เวลา07.00 – 17.00 น.

เปิดประตูเรียนรู้ ที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา เกาะและทะเลไทย

December 22nd, 2014

กองทัพเรือจัดตั้งพิพิธภัณฑ์นี้ขึ้นเพื่อเป็นสื่อในการสร้างความรู้ความเข้าใจและปลูกจิตสำนึกให้เกิดแก่เยาวชนตามแนวทางพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ที่เกาะแสมสาร บนเนื้อที่ราว 16 ไร่ของพิพิธภัณฑ์ฯ มีอาคารแห่งการเรียนรู้ให้คุณเข้าชมถึง 5 อาคารด้วยกัน โดยต้องเดินไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ ตั้งแต่อาคารที่ 1 บริเวณเชิงเขา จนถึงอาคารที่ 5 ณ ยอดเขาหมาจอ ซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุด ประมาณ 100 เมตรจากระดับน้ำทะเลอ๊ะ ! อย่าเพิ่งถอดใจ บนยอดเขามีทีเด็ดรออยู่ พร้อมแล้วไปกันเลยอาคารที่ 1 เทิดพระเกียรติมหาราช  จัดแบ่งเป็น 2 ส่วน  ส่วนแรกนำเสนอถึงที่มาของโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ และพระราชปณิธานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในฐานะที่ทรงเป็น ”เจ้าฟ้านักอนุรักษ์”  ส่วนที่ 2 จัดแสดงความสัมพันธ์ระหว่างหิน ดิน และชีวิต บอกเล่าเรื่องราวของฟอสซิลหรือซากดึกดำบรรพ์ที่คณะสำรวจของโครงการฯ ค้นพบในจังหวัดต่างๆ และฟอสซิลจากท้องทะเลของไทย เช่น เปลือกหอย ปะการัง ซึ่งจะทำให้เข้าใจถึงระบบนิเวศทางทะเล และความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลที่ส่งผลต่อภูมิศาสตร์ในปัจจุบัน เดินต่อมาตามเส้นทางก็จะเข้าสู่  อาคารที่ 2 ปวงปราชญ์ร่วมรวมใจ  ในส่วนนี้คุณจะได้รู้จักกับระบบนิเวศของป่าชนิดต่างๆ ซึ่งจะทำให้ทึ่งไปกับความหลากหลายทางชีวภาพของป่าดงดิบ ป่าผลัดใบ ป่าดึกดำบรรพ์ และป่าชายเลน อีกทั้งพันธุ์พืชที่ถูกค้นพบเฉพาะในประเทศไทยตามเกาะต่างๆ  นอกจากนี้ยังจะได้เข้าไปอยู่ในอาณาจักรของผู้ย่อยสลายในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นปลวก เห็ด รา จุลินทรีย์ดิน สัตว์หน้าดิน หรือสัตว์ในดิน ซึ่งสัตว์ตัวเล็กๆ เหล่านี้คือหนึ่งในห่วงโซ่อาหาร เป็นกระบวนการหมุนเวียนพลังงานที่ก่อให้เกิดความสมดุลในระบบนิเวศ  เราเดินศึกษาแล้วก็ทึ่งเหลือประมาณ-ตัวเล็กจ้อยแต่หน้าที่ไม่เล็กเลยละออกจากอาคารที่ 2 เดินลัดเลาะไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติสู่อาคารที่ 5 กันต่อ  หลายคนคงแอบสงสัยว่า เราใช้ทางลัดผ่านอาคารที่ 3 และ 4 ไปเพื่อย่นระยะทางหรือ  ความจริงคือ 2 อาคารดังกล่าวอยู่ในช่วงกำลังปรับปรุง เราจึงไต่เขามุ่งหน้าสู่อาคารที่ 5 กันเลย  ระยะทางสู่อาคารที่ 5 อาจทำให้คุณเสียเหงื่อเล็กน้อย เพราะเส้นทางเริ่มชันขึ้นเรื่อยๆ ตามแนวเขาที่สูงขึ้น ทว่าความสวยงามตลอดเส้นทาง ความเขียวขจีของไม้นานาพรรณ ก็ราวกับช่วยเพิ่มแรงเพิ่มออกซิเจนให้ก้าวเดินได้ไม่อ่อนแรง แถมเพลิดเพลินเมื่อแวะพักที่จุดชมทิวทัศน์ที่มีอยู่เป็นระยะๆ แม้เราต่างได้ยินเสียงเหนื่อยหอบของเพื่อนร่วมกลุ่มขณะมาถึงหน้าอาคารที่ 5 แต่ก็อย่างที่เอ่ยไว้เมื่อต้นเรื่อง ว่ามีทีเด็ดรออยู่บนยอดเขา ฉับพลันที่เห็นภาพตรงหน้า  พวกเราจึงลืมอาการเหนื่อยหอบไปสิ้น- -เกาะแสมสารทั้งเกาะ รวมถึงชุมชนแสมสารทั้งชุมชน ตั้งอยู่กลางท้องทะเลอ่าวไทยที่สดสวยไม่ต่างจากทะเลอันดามัน  จากจุดชมทิวทัศน์ที่จำลองเป็นหัวเรือหน้าอาคารนี้ พาให้เรารู้สึกประหนึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่กลางทะเลเลยทีเดียว  ชมทิวทัศน์จากมุมสูงจนอิ่มตาอิ่มใจแล้ว พวกเราก็เข้าไปชมใน อาคารที่ 5 พิทักษ์ศักยภาพทะเลไทย กันต่อ  ภายในจัดแสดงในรูปแบบแสง สี เสียง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับหน้าที่ความรับผิดชอบต่างๆ ของกองทัพเรือในอันที่จะรักษาอธิปไตยของชาติทางทะเล รวมทั้งการเข้าร่วมในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ก่อนกลับเราออกมายืนรับลมทะเลที่หัวเรือจำลองอีกครั้ง  ภาพเบื้องหน้าช่างสวยงามจับใจ และนี่คือสมบัติอันล้ำค่าที่เราต้องร่วมกันอนุรักษ์  ความรู้สึกนี้คงเป็นเฉกเช่นเดียวกับกองทัพเรือซึ่งประกาศก้องทั่วท้องทะเลไทยว่า ”ยามศึกเรารบ ยามสงบเรารักษ์

เที่ยวสัตหีบ One day trip ที่เกาะแสมสาร

December 22nd, 2014

รู้จักเกาะแห่งการเรียนรู้  จากยอดเขาหมาจอที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาฯ เราจะเห็นทิวทัศน์ของหมู่เกาะแสมสารที่ประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่ทั้งเก้าเกาะ ได้แก่ เกาะขาม เกาะแรด เกาะปลาหมึก เกาะจวง เกาะจาน เกาะโรงโขน เกาะโรงหนัง เกาะฉางเกลือ และเกาะแสมสาร อันเป็นจุดหมายปลายทางของเรา  พื้นที่ทั้งหมดของหมู่เกาะแสมสารอยู่ในความดูแลของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ กองทัพเรือ  เจ้าหน้าที่ของหน่วยฯ ผู้บรรยายให้ความรู้และดูแลนักท่องเที่ยวตลอดระยะเวลาที่ทำกิจกรรมอยู่บนเกาะ จะได้รับการเรียกขานว่า ”มนุษย์กบ” ในบรรดาเกาะทั้งเก้าของหมู่เกาะนี้ เกาะแสมสารเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุด อยู่ห่างจากฝั่งประมาณ 1.8 กิโลเมตร มีเนื้อที่ 2,738 ไร่ 3 งาน 36 ตารางวา มีชายหาดทั้งหมด 6 หาด คือ หาดเทียน หาดหน้าบ้าน หาดลูกลม หาดกรวด หาดเตย และหาดแหลมฝรั่งหลังจากซื้อตั๋วที่ท่าเทียบเรือเขาหมาจอเรียบร้อย เรือประมงลำใหญ่ก็พาเราออกจากฝั่งเป็นเที่ยวแรกเมื่อเวลา 09.00 น.  นั่งรับลมชมบรรยากาศไม่ถึง 20 นาที เรือก็จอดเทียบท่าที่เกาะแสมสาร จุดแรกที่เรามุ่งไปคือศาลาบรรยายความรู้และประวัติความเป็นมาของเกาะแสมสารซึ่งอยู่ใกล้กับท่าเรือในอดีตเกาะแห่งนี้เป็นที่ตั้งของชุมชนกว่า 200 หลังคาเรือน  ชาวชุมชนส่วนใหญ่ทำประมง กระทั่งมีนายทุนมาจับจองพื้นที่สร้างบังกะโลและที่พัก ทรัพยากรธรรมชาติจึงถูกถางทำลาย ต้นแสมสารซึ่งเคยมีมากจนกลายเป็นที่มาของชื่อเกาะ ก็ถูกทำลายไปจนเกือบสูญพันธุ์ จนกระทั่งปี 2517 เมื่อกองทัพเรือเริ่มเข้ามาดูแลพื้นที่เกาะแสมสารเพื่อการอนุรักษ์ ชุมชนแสมสารที่เคยอาศัยอยู่บนเกาะก็เริ่มย้ายไปตั้งถิ่นฐานบนฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกับเกาะ หรือชุมชนแสมสารในปัจจุบันหลังจากกองทัพเรือทำการสำรวจ ก็พบว่าทรัพยากรธรรมชาติบนเกาะมีความอุดมสมบูรณ์มาก ทั้งพบพันธุ์ไม้หายากจำนวนมากมาย ในปี 2536 ได้เกิดโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ. สธ.) ขึ้น โดยมีจุดประสงค์คือเชิญชวนให้หน่วยงานต่างๆ รักษาพื้นที่ในส่วนที่มีพืชพันธุ์ดั้งเดิมขึ้นอยู่ เพื่ออนุรักษ์พันธุกรรมพืชเหล่านั้นกองทัพเรือนำโดยคณะปฏิบัติงานบริหารงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ ของ ดร. พิศิษฐ์ วรอุไร จึงทำการสำรวจบริเวณเกาะแสมสารอีกครั้งในปี 2540 ปี 2541 มีความเห็นสรุปหลังการสำรวจว่า เกาะแสมสารมีความหลากหลายของพันธุ์พืช จึงเหมาะสมที่จะทำการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช กองทัพเรือจึงขอเข้าร่วมสนองพระราชดำริในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ โดยให้เกาะแสมสารและเกาะข้างเคียงอีก 8 เกาะร่วมเป็นพื้นที่ดำเนินการ นับเป็นพื้นที่แรกที่กองทัพเรือเข้าร่วมในโครงการนี้

หาดบางแสนโฉมใหม่ สวยไฉไลน่าไปเที่ยวเว่อร์!

December 22nd, 2014

ไม่ว่าฤดูไหนๆ เชื่อว่าหัวใจใครหลายคนคงชื่นชอบ และโหยหาบรรยากาศของทะเลและเกลียวคลื่น แต่ด้วยชีวิตที่เต็มไปด้วยหน้าที่การงาน ก็ได้ปล้นเวลาของเราไปมากต่อมาก ถึงวันว่างทีไร การเติมพลังชีวิตด้วยความงามของธรรมชาติก็สร้างความสุขและผ่อนคลายให้จิตใจไม่น้อย ยิ่งได้เดินทางไม่ไกลด้วยก็เหมือนได้กำไรเป็นสองต่อสำหรับคนรักทะเล แต่มีเวลาน้อย ทะเลสวยใกล้กรุงเทพฯ ที่ขึ้นชื่อก็มีอยู่หลายแห่ง แต่ถ้าไปง่ายและใช้เวลาเดินทางเพียงชั่วโมงนิดๆ ก็ต้องยกให้หาดบางแสน จ. ชลบุรี แหล่งท่องเที่ยวสุดคลาสสิกตั้งแต่สมัยรุ่นคุณพ่อคุณแม่ จนมาถึงรุ่นเรา บางแสนก็ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ยังอยู่ในใจของใครๆ หลายคนโดยเฉพาะเอกลักษณ์ของหาดบางแสนที่หลายคนจดจำได้ดี ไม่ว่าจะเป็นหาดทรายสีน้ำตาลอ่อน เตียงผ้าใบทอดยาวสุดสายตา และอาหารทะเลสุดอร่อยใครที่มาเที่ยวบางแสน จึงได้สนุกและเพลิดเพลินกับนั่งเล่นฟังเสียงคลื่น อิ่มอร่อยกับอาหารทะเลประเภทของกินหลากหลายที่ชาวบ้านหาบมาขาย อาทิ มึก หอยแมลงภู่ ห่อหมก ฯลฯ หรือถ้าครอบครัวไหนพาเด็กๆ มา ก็ต้องไม่พลาดกับการลงเล่นน้ำ เช่าห่วงยางลงไปลอยคอ เสร็จแล้วก็ขึ้นมาอาบน้ำจืดที่มีไว้ให้บริการหรือหากไม่รีบร้อน จะนอนค้างที่หาดบางแสนก็ได้ เพราะที่นี่มีห้องพักหลากหลายรูปแบบและราคา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นห้องพักราคาไม่แพงแต่สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวบางแสนในวันนี้ ภาพของบางแสนที่หลายคนจดจำได้อาจเปลี่ยนไป โดยเฉพาะเตียงผ้าใบและความชุลมุ่นวุ่นวายของผู้คนเพราะหลังจากภาพชายหาดบางแสนโฉมใหม่ ที่กำลังพูดถึงกันเป็นอย่างมากโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก ถูกจัดเป็นระเบียบเรียบร้อย หาดทรายขาวไร้เตียงผ้าใบ ก็ทำให้หลายคนที่อยากใช้วันหยุดกลับไปเที่ยวอีกโดยจุดเริ่มต้นความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้หาดทรายบางแสนขาวสะอาดเปล่งปลั่งขึ้นมานั้น เกิดจากเทศบาลเมืองแสนสุข จ.ชลบุรีร่วมกับมณฑลทหารบกที่ 14 จัดโครงการ “เมืองสะอาด คนในชาติมีสุข” เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 87 พรรษา ณ ชายหาดบางแสน ซึ่งมีการร่วมมือกับกลุ่มอาสาสมัครทำความสะอาด ตลอดพื้นที่ชายหาดบางแสนทั้งหมดโดยเฉพาะเตียงผ้าใบ และจุดกางร่มพักผ่อนนั้น ทางเทศบาลได้จัดโซนขึ้นใหม่เป็น 3 ช่วง ระยะทางประมาณ 600 เมตร สร้างความสะอาดตา และเป็นระเบียบแก่นักท่องเที่ยว ความสวยงามของหาดบางแสนในวันนี้จึงกลับไปขาวสะอาดน่ากลับไปเที่ยวสุดๆ และยังหวังว่าภาโฉมนี้จะยังคงอยู่กับหาดบางแสนไปอีกนานสำหรับใครที่กำลังวางแผนไปเที่ยวชายหาดที่มีชื่อเสียงมาช้านานของจังหวัดชลบุรีอย่างหาดบางทราย ก็เดินทางง่ายๆ จากกรุงเทพฯ ใช้ถนนสุขุมวิทมุ่งหน้าไปจังหวัดชลบุรีโดยหาดบางแสน จ.ชลบุรีอยู่ห่างจากตัวเมืองชลบุรีเพียง 10 กิโลเมตร แยกขวาจากถนนสุขุมวิทตรงหลักกิโลเมตรที่ 104 เข้าไป 3 กิโลเมตร เป็นทางลาดยางตลอด เดินทางง่ายสบายมากไปเที่ยวบางแสนครั้งนี้อย่าลืมสนุกกับการเล่นน้ำ กินส้มตำ ไก่ย่างเหลือง ย้อนบรรยากาศทะเลสุดคลาสสิกใกล้กรุงกัน

อัมสเตอร์ดัมกับความงดงามแห่งสายน้ำ

December 16th, 2014

เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในยุโรปตะวันตกตอนเหนือ ชื่อประเทศมีรากศัพท์มาจากคำว่า “Neder” หรือ “ต่ำ”เนื่องจากภูมิประเทศส่วนใหญ่ของเนเธอร์แลนด์เป็นที่ราบลุ่ม จึงมีการสร้างสร้างเขื่อน ทางระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้พื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศประสบภาวะอุทกภัยเนเธอร์แลนด์มีสิ่งก่อสร้างด้านวิศวกรรมการจัดการน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกแม้พื้นที่ 1 ใน 3 ของอัมสเตอร์ดัม (Amsterdam) เมืองหลวงของราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์จะอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล (มีจุดต่ำสุดอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 6.76 เมตร และจุดสูงสุดอยู่เหนือน้ำทะเล 323 เมตร)แต่เพราะความฉลาดหลักแหลมในเรื่องการสร้างเขื่อนและคลองระบายน้ำของบรรพบุรษชาวดัตช์ ทำให้ดินแดนแห่งนี้ไม่ต้องเผชิญกับปัญหาอุทกภัยซ้ำซาก-เหมือนกับบางประเทศวิถีชีวิตของชนชาวดัตช์ผูกพันกับสายน้ำอย่างแน่นแฟ้น อัมสเตอร์ดัม จึงเต็มไปด้วยคูคลองมากถึง 165 คลอง ทั้งบ้านเรือน ร้านรวง และแหล่งธุรกิจของชาวเมืองจึงตั้งอยู่ริมคลอง และยูเนสโกได้ประกาศให้บ้านเรือนริมน้ำเหล่านี้เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 2010